สายข่าว มวยไทย: |
Updated::31-07-05
|
'โทนี่ จา' ...ทฤษฎีปั่นค่าฮีโร่
Expression Model
ณัฐสุดา เพ็งผล

โลดแล่นบนแผ่นฟิล์มในบท 'นักบู๊ ศิลปะมวยไทย'
เพียง 2 ปี วันนี้ 'จา- พนม ยีรัมย์' หรือ 'โทนี่ จา'
เริ่มเป็นมากกว่านักแสดง จากกลไกเพิ่มค่าที่บรรดา 'นักปั้น'
เสี่ยเจียง -ปรัชญา และพันนา กำลังเติมแต่ง ให้เป็นแบรนด์ชั้นเลิศ
ภายใต้คาแรคเตอร์ 'ฮีโร่' ด้านการต่อสู้
Expression Model ครบเครื่องสูตรสู่ความดัง
'ฮอลลีวู้ด' โรดโชว์ความแปลกใหม่ ปลุกกระแส 'ตัวจริง เมินสลิง'
ขีดเส้นโตสู่โกลบอลมาร์เก็ต
**********
โชว์เคส 'Value Creation'
ปรากฏการณ์ความสำเร็จของนักแสดงหน้าใหม่ที่ใช้เวลาเพียง
2 ปี กับผลงานเพียงเรื่องเดียว อย่าง 'จา พนม ยีรัมย์'
หรือที่รู้จักกันในนาม 'โทนี่ จา' น้อยนักจะเกิดขึ้นได้
แรงส่งสำคัญมาจากแต้มต่อของความแตกต่างจากนักแสดงแอ็คชั่นระดับโลกรายอื่น
ไม่ว่าจะเป็น เฉินหลง และเจ็ต ลี ซึ่งล้วนเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากตลาดหนังโลกด้วยลีลา
'กังฟู'
การสร้างแบรนด์ จา-พนม เกิดได้ด้วยการดึงความสามารถเฉพาะตัวมานำเสนอ
หรือที่เรียกว่า Expression Model
โมเดลนี้กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ผลักดันให้บุคคลดังในโลกแอ็คชั่นระดับดาราระดับฮอลลีวู้ด
'ติดตลาด' มาแล้วหลายคน ไม่ว่าจะเป็น อาร์โนลด์ ชวาเซเนคเกอร์,
ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน หรือแม้กระทั่งกรณีของเฉินหลงเองก็ตาม
ข้อดีของโมเดลนี้ จะช่วยให้ทั้ง 'นักปั้น'
แบรนด์ หรือแม้แต่ 'เจ้าของแบรนด์' สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง
และเล็งเห็นทิศทางเดินของตัวเองชัดเจน
เมื่อ 'ลู่วิ่ง' ชัด ทำให้รอบการเดินหรือวิ่งรวดเร็วขึ้น
เมื่อผสมผสานกับวิธีนำเสนอที่โดดเด่น
แปลกใหม่ในสไตล์การต่อสู้แบบมวยไทย ซึ่งเป็นศาสตร์ที่คนทั่วโลกสนใจ
รวมเป็นตัวเร่งสำคัญให้ 'โทนี่ จา' ก้าวสู่ความสำเร็จได้รวดเร็ว
การโชว์จุดขาย 'ตัวจริง เมินสลิง' เป็นเรื่องไม่ยากเย็นเกินไป
จากปูมชีวิตเริ่มต้นของ 'จา พนม ยีรัมย์' สตั้นท์แมนจากจังหวัดสุรินทร์
ที่มีโอกาสร่วมทีมกับ 'พันนา ฤทธิไกร' เจ้าพ่อคิวบู๊
ด้วยผลของความมุ่งมั่นจากการฝึกฝนด้วยตัวเองทุกวันๆ
ละ 10-12 ชั่วโมง บวกกับความสามารถเฉพาะตัว ทำให้ 'พันนา'
เปิดโอกาสให้เข้ามาคลุกคลี และถ่ายทอดความรู้มากขึ้น ทั้งเทคนิคการต่อสู้
คิวการแสดง ตลอดจนการเซฟตัวเองให้ปลอดภัยจากการแสดงในแต่ละท่วงท่า
กระทั่งโอกาสทองก็มาถึง เมื่อ 'ปรัชญา
ปิ่นแก้ว' ได้ทาบทาม 'พันนา' ให้เข้ามาร่วมงานในโปรเจคยักษ์ถ่ายทำภาพยนตร์แอ็คชั่นสไตล์ไทย
'องค์บาก' พร้อมกับมองหาผู้มารับบทนำ ซึ่ง 'จา พนม' ก็เป็นหนึ่งในของตัวเลือกครั้งนี้
เมื่อผู้ใหญ่ไฟเขียว การเรียนรู้เพิ่มเติมในศิลปะการต่อสู้เป็นสิ่งที่
'จา พนม' ต้องเร่งพัฒนาก่อนเปิดกล้องเพื่อความสมจริง พร้อมเปลี่ยนสไตล์การฝึกฝนจากฮ่องกงมาเป็นมวยไทย
ควบคู่ไปกับเรียนรู้ทักษะด้านการแสดงเป็นเวลากว่า 2 ปี
จากนั้นการเดินทางแห่งการสร้างชื่อของเขาก็เริ่มต้น
ด้วยผลงานชิ้นแรก ภายใต้การดูแลของ สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
หรือ เสี่ยเจียง ประธานบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง
ด้วยกลยุทธ์สร้างกระแสปากต่อปาก (Word
of Mouth) โดยหยิบยกความสามารถเฉพาะตัว มาใช้เป็นประเด็นของการโปรโมท
ทั้งตัวหนัง และผู้แสดงนำ ภายใต้คอนเซปต์ ไม่ใช่สลิง
ไม่ใช่ตัวแสดงแทน ไม่พึ่งเอฟเฟกต์ เรียกความสนใจได้เกินคาด
วัดจากสถิติทำรายได้ในประเทศนับตั้งแต่ออกฉายวันแรกในวันที่
30 มกราคม 2546 สูงถึง 120 ล้านบาท จากการเข้าฉายเฉพาะในกรุงเทพฯ
และกวาดรายได้รวมทั่วประเทศมากกว่า 200 ล้านบาท
ครองอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำปี
2546 ในอันดับที่ 2
เมื่อผลงานได้ถูกพิสูจน์แล้วจากความสำเร็จในประเทศ
เสี่ยเจียง ก็เริ่มเดินหมากต่อด้วยการนำ 'องค์บาก' ออกโรดโชว์เรียกเงินดอลลาร์ในตลาดสากล
จุดขายที่นำมาใช้โปรโมทหนีไม่พ้นภาพ 'นักบู๊
ศิลปะมวยไทย' ที่ 'จา พนม' มี
ประเดิมประเทศแรกที่ สิงคโปร์ ตามติดด้วยฮ่องกง,
ญี่ปุ่น, เกาหลี ก่อนขยายวงไปทั่วเอเชียและยุโรป ซึ่งในแต่ละประเทศที่เข้าฉายสามารถสร้างสถิติทางรายได้ดีเกินคาด
และกระแสแรงต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา
ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจแห่งโลกภาพยนตร์อย่างสหรัฐอเมริกาที่ยังเปิดทางให้
'องค์บาก' สามารถขึ้นสู่อันดับ 17 บ็อกซ์ออฟฟิศ ทันทีจากการเข้าฉายในสัปดาห์แรก
จากจำนวน 387 โรงภาพยนตร์ กวาดรายได้รวมไป 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชื่อของ
'จา พนม' หรือที่เวลานี้ตลาดโลกรู้จักและคุ้นชื่อกับ 'โทนี่
จา' เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์และนิตยสารดังหลายฉบับเรียกใช้บริการ
โทนี่-จา ไม่ว่าจะเป็น LA TIMES, WASHINGTON POST, NY
SUN, CHICACO TRIBUNE ฯลฯ รวมถึงให้สัมภาษณ์สดผ่านสถานีวิทยุ
SIRIUS ที่ถ่ายทอดทั่วอเมริกา ออกรายการของ FOX NEWS,เอ็มทีวี
อเมริกา และโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยกลางสนามบาสเอ็นบีเอท่ามกลางผู้ชม
4,000-5,000 คน
เมื่อกลไกของการพีอาร์ บวกกับ 'ตัวจริง'
ในศิลปะการต่อสู้ ส่งให้ความแรงของกระแสคลั่งไคล้ 'ฮีโร่'
คนใหม่ ในบรรดาแฟนคลับ จากญี่ปุ่น เกาหลี และจีน กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับ
'โทนี่ จา' ทั้งในเชิงกำลังใจ และแรงหนุนที่เป็นตัวเงินส่งให้
'ราคา' สินค้าที่มีเขาเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนั้นมี 'มูลค่า'
ขึ้นมาทันที
ล่าสุด มีแรง 'ซื้อ-ขาย' คับคั่ง ผ่านเวบไซต์ชื่อดัง
อาทิ อีเบย์ ดอทคอม ฯลฯ มีความต้องการเทรดสินค้าทุกอย่างที่มี
'โทนี่ จา'
ไม่ว่าจะเป็นใบปิดภาพยนต์เรื่ององค์บาก
ที่ว่ากันว่า เริ่มหายาก และมีคนต้องการเข้ามาซื้อเป็นจำนวนมากจากหลายประเทศ
และนี่เองอาจเป็นอีกไอเดียเริ่มต้นให้
'เสี่ยเจียง' เห็นช่องทางทำเงิน และเริ่มปลุกปั้นธุรกิจเมอร์เชนไดซ์ขึ้นมา
โดยให้ลูกชาย 'อัครพล เตชะรัตนประเสริฐ' เป็นผู้ดูแล
ผมอยู่ในวงการหนังมา 30-40 ปี ยังไม่เคยเห็นเรื่องไหนประสบความสำเร็จเท่าเรื่ององค์บาก
ตอนนี้ตามเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลกรู้จักโทนี่ จา และองค์บาก
แม้แต่ประเทศเล็กๆ ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของแผนที่โลกก็มาติดต่อขอซื้อหนังเรื่องนี้ไปฉาย
สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ กล่าวอย่างชื่นชมต่อความสำเร็จของ
'โทนี่ จา'
การเป็นที่ยอมรับจากตลาดสากลในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ส่งผลให้ โทนี่ จา กลายเป็น 'ไอคอน' ยอดนิยม
สินค้าหลายแบรนด์ ทั้งในและต่างประเทศต่างติดต่อให้เขาไปเป็นพรีเซ็นเตอร์กว่า
10 ราย ด้วยค่าตัวไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แต่ทางสหมงคลฟิล์มต้นสังกัดยังคงไม่รับข้อเสนอ
หรือตกลงกับรายใดเป็นพิเศษ
แม้จะเมินข้อเสนอพรีเซ็นเตอร์ดัง แต่
'โทนี่ จา' กลับเลือกประเดิมบทบาทพรีเซ็นเตอร์โฆษณาให้กับโครงการส่งเสริมการส่งออกลำไย
ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาและพรินท์แอด
สำหรับนำไปเผยแพร่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกลำไยขนาดใหญ่ของไทย
อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมแฟนคลับ 'โทนี่ จา' ที่แน่นหนาประเทศหนึ่ง
งานนี้ เสี่ยเจียง ส่ง 'โทนี่ จา' มาช่วยโปรโมทลำไยของชาติ
แบบไร้ 'ค่าตัว'
ช่วงนี้แบรนด์ของ 'จา' อยู่ในช่วงขาขึ้น
และถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเป็นก้าวแรกของการนำแบรนด์ตัวเองไปผูกติดกับโปรดักท์
หากเลือกโปรดักท์ที่ดี และเหมาะสมกับโพสิชั่นของแบรนด์
ก็จะส่งให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้ดีตามไปด้วย แต่ถ้าพลาดจะเป็นการลดระดับของแบรนด์ลง
นักการตลาด แสดงความเห็น
เมื่อความสนใจทั้งระดับในประเทศและต่างประเทศต่างพุ่งเข้าหา
จังหวะก้าวของแบรนด์ 'โทนี่ จา' จึงเริ่มปรับสู่ลู่ทางอย่างระมัดระวัง
และมีการวางแผนก่อนนำเสนอออกสู่สาธารณะ
กระบวนการดูแลภาพลักษณ์ จึงเริ่มต้นขึ้น
โดยมีทีมงานจากสหมงคลฟิล์มดูแลเรื่องนี้ในทุกกระบวนการทั้งในและต่างประเทศ
โดยมีหน่วยสนับสนุนหลายทีม และแตกเป็นหน้าที่ย่อยต่างกัน
คีย์แมนของแผน 'ปั้น' และ 'สร้าง' ที่จะต่อจิ๊กซอว์
ให้แบรนด์นี้เติมเต็มสมบูรณ์ตามแผน คงหนีไม่พ้น 'เสี่ยเจียง'
ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง นายทุนใหญ่ที่พร้อมจะทุ่มให้ 'โทนี่
จา' ติดลมบนในบทนักแสดงอาชีพอินเตอร์
เสี่ยเจียง บอกไว้ว่า เขาพร้อมทุ่มทุนสร้าง
'แบรนด์ฮีโร่' ด้วยเม็ดเงินไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ในช่วงเวลา
2 ปีเพื่อผลักดันแบรนด์ให้ตลาดรับรู้
หากสำเร็จตามคาด 'โทนี่ จา' จะกลายเป็น
Brand Asset ที่ตีมูลค่ามหาศาล ทั้งยังเป็นรายรับที่มีหน่วยเป็น
'ดอลลาร์' จากสายหนังต่างประเทศ
นอกจากแหล่งทุน ยังมี ปรัชญา ปิ่นแก้ว
ผู้กำกับ ที่ทำหน้าที่สานต่อ ภายหลังได้รับการแนะนำ จาก
พันนา ฤทธิไกร ครูมวยผู้สอน 'โทนี่ จา' ให้หันมามุ่งเน้นศิลปะ
'มวยไทย' แทน 'มวยจีน' ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่รับถ่ายทอดมาจาก
บรู๊ซ ลี ฮีโร่ในดวงใจครั้งยังเด็ก
ทั้ง 3 ประสาน จะเป็นผู้กำหนดทางเดิน
และทางโต ให้กับ 'โทนี่ จา' ตั้งแต่เริ่มนับหนึ่งกับ 'องค์บาก'
ต่อเนื่องถึง 'ต้มยำกุ้ง' รวมถึงเรื่องใหม่ที่อยู่ระหว่างเตรียมงาน
ทุกข้อเสนอ และทุกงานที่ผ่านเข้ามา จะต้องผ่านความเห็นชอบจากแกนนำทั้ง
3 เพื่อให้ทิศทางของงานสอดคล้อง และสะท้อนถึงคาแรคเตอร์
'ศิลปะการต่อสู้มวยไทย' ของ 'จา' ด้วย
จากทีมระดับ 'Head' มาถึงทีมย่อยที่ต้องคอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง
ทั้งทีมแต่งหน้า และผมจะมีทีมฟรีแลนซ์ที่ติดต่อกันเป็นประจำรับหน้าที่นี้ไป
โดยจะมีทีมงาน และผู้จัดการอีก 2 คนที่คอยดูแล ประสานงาน
เวลานัดหมาย รวมถึงเรื่องส่วนตัว
และที่ขาดไม่ได้ คือ 'สตั้นท์' อีก 5-6
คนที่ต้องติดสอยห้อยตาม และพร้อมโชว์ไปกับ 'โทนี่ จา'
ไปทุกที่ ทุกเวลา
ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่การจัดการภาพลักษณ์อย่างเป็นระบบ
นับตั้งแต่ 'องค์บาก' เรื่อยมาถึง 'ต้มยำกุ้ง' โดยมี 'ศิตา
วอสเบียน' ภรรยาของปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่มีเครดิตจากงานดูแลด้าน
อิมเมจ แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ (ไอแอม) ศิลปินค่ายอาร์เอส
โปรโมชั่น เข้ามารับหน้าที่
ส่งผลห้ทุกจังหวะเดิน และภาพลักษณ์ที่ออกสู่สาธารณะของ
'โทนี่ จา' เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
'ทุกครั้งที่ไปปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ
จะมีทีมงานดูแลตั้งแต่การแต่งกาย การวางตัว ซึ่งต้องอยู่ภายใต้คอนเซปต์ของภาพยนตร์
แต่ก็ต้องไม่ห่างจากความเป็นตัวเองมากนัก' พนม ยีรัมย์
หรือ โทนี่ จา กล่าว
แม้แต่การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะในต่างประเทศ ทุกคำถามจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนให้สัมภาษณ์
ซึ่งต้องมีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าชัดเจน
หากเป็นรายที่นอกการนัดหมาย ทีมที่ดูแลก็จะงดให้สัมภาษณ์ทันที
'ทุกอย่างเริ่มทำเป็นระบบตั้งแต่องค์บาก
แต่ก็เป็นการทำงานโดยใช้ประสบการณ์ที่มี อย่างผมเคยอยู่ในส่วนงานครีเอทีฟ
ส่วนแฟน (ศิตา) ก็เคยดูแลศิลปินมาก่อน เราก็ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้
คงเป็นระบบการดูแลแบบไทยๆ ไม่ใช่ วิธีแบบฮอลลีวู้ด ซึ่งนักแสดงจะไม่เซ็นสัญญากับค่ายหนัง
แต่จะให้เอเยนซี เป็นคนดูแลงานให้แทน' ปรัชญา ปิ่นแก้ว
ผู้กำกับหนัง ต้มยำกุ้ง กล่าว
ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงแผนงานในอนาคต ปรัชญา
บอกว่า ต้องการสร้างให้คาแรคเตอร์ 'โทนี่ จา' มีความชัดเจนมากขึ้น
เพราะหากมอง 'จา' เป็นแบรนด์แล้ว ยังถือว่า 'ไม่นิ่งพอ'
ที่จะเป็นถึงระดับไอคอน ภายใต้ธีม 'นักสู้มวยไทย' โดยจะตีนิยามกว้างไว้ถึงการต่อสู้ที่ไม่ยึดติดการต่อสู้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
กว่าจะถึงขั้นนั้น น่าจะต้องสั่งสมประสบการณ์
ด้วยผลงานสร้างชื่อไม่น้อยกว่า 3-4 เรื่อง
ด้วยเหตุนี้ แผนสร้างมูลค่าจาก 'โทนี่
จา' จึงไม่ได้เล็งผลเฉพาะ 'เนื้องาน' ที่เป็นภาพยนตร์เท่านั้น
แต่ทุกอย่างต้องเหมาะเจาะ และคล้องจองกันเป็นองค์รวม ทั้งตลาดยังต้องเป็นการตลาดแบบองค์รวม
ตามสูตรสำเร็จของฮอลลีวู้ด
นอกจากนี้ แบรนด์ 'โทนี่ จา' ยังถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าผู้สนับสนุนหลักจากภาพยนตร์เรื่องนี้
ประกอบด้วย มาม่า ที่นำรูป 'โทนี่ จา' ทั้ง 3 แบบไปติดบนแพ็คเกจมาม่า
คัพ รสต้มยำกุ้ง ซึ่งล็อตนี้จะมีด้วยกัน 3 ล้านคัพ ในช่วง
2 เดือนของการโปรโมทหนัง
แฮปปี้ ดีพร้อมท์ ก็ออกบัตรเติมเงินชุดต้มยำกุ้ง
ผลิตออกมา 3 ลาย จำหน่ายในราคาใบละ 300 บาท รวมถึงให้สิทธิทีมงาน
ThaiComics สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ นำเนื้อหาของภาพยนตร์ไปดัดแปลงเป็นหนังสือการ์ตูน
และส่งการ์ตูนประวัติของจา-พนม ยีรัมย์ คนบินเหินฟ้า
จา พนม ยีรัมย์ มีกำหนดวางขายต้นเดือนสิงหาคมก่อนต้มยำกุ้งเข้าฉายหนึ่งสัปดาห์
ในราคา 40 บาท เบื้องต้นวางแผนผลิตไว้ 6,000 เล่ม
การสร้างคุณค่าของแบรนด์ 'โทนี่ จา' ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
เพราะทาง 'เสี่ยเจียง' ได้ทุ่มทุนในธุรกิจใหม่ คือ เมอร์เชนไดซ์และการให้สิทธิในการผลิตในรูปแบบต่างๆ
เข้าไปตามแต่ละกลุ่มสินค้า
เรียกว่า เดินตามสูตรของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดไม่ผิดเพี้ยน
งานนี้ 'เสี่ยเจียง' หมายมั่นปั้นมือจะเป็นหนึ่งในการสร้างบรรทัดฐานของการทำตลาดรูปแบบใหม่ในวงการหนังไทย
และเป็นส่วนเสริมให้ทั้งภาพยนตร์และตัว 'โทนี่ จา' มีความเป็นสากลมากขึ้น
แม้รายได้ที่ย้อนกลับมาจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนก็ตามที
ผมซื้อหนังต่างประเทศมาฉายด้วย ส่วนใหญ่แล้วมีการขายเมอร์เชนไดซ์พ่วงมา
และหนังเรื่องนี้ลงทุนไปกว่า 200 ล้านบาท ถือว่าเป็นการลงทุนน้องๆ
สุริโยไท ทำให้มองว่าน่าจะผลิตสินค้าเมอร์เชนไดซ์ออกมาเช่นกัน
เพื่อเสริมภาพให้ต้มยำกุ้งมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งครั้งนี้เป็นก้าวแรกของการลงทุน
20 ล้านบาท หากได้กลับมามีกำไรสัก 3-4 ล้านบาทก็พอใจแล้ว
โดยเมอร์เชนไดซ์และการให้สิทธิในการผลิตครั้งนี้
จะมีบริษัท แฮปปี้วินโดว์ ในเครือสหมงคลฟิล์ม เป็นผู้ดูแล
สินค้าที่วางจำหน่าย อาทิ สินค้าของเล่นหุ่นจำลอง (Action
Figure) ขนาด 7 นิ้ว, สินค้าของเล่นหุ่นจำลองเสื้อผ้าเหมือนจริง
ขนาด 12 นิ้ว, สินค้าขนมอบกรอบ พร้อมของแถม, เสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่,
การ์ดสะสมจากภาพยนตร์, นาฬิกาปลุก, เครื่องเขียน และหนังสือเบื้องหลังต้มยำกุ้ง
ขณะที่ในส่วนของเกม Tony Jaa Tom-Yum-Goong:The
Game ภายใต้การพัฒนาของบริษัท GameNoLimit มีบริษัท นิวเอร่า
เป็นผู้จัดจำหน่าย และขายลิขสิทธิ์ไปแล้วใน 6 ประเทศ ได้แก่
ไทย, สิงคโปร์, ฮ่องกง, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และบรูไน
นอกจากนี้ สตูดิโอ โปรเจคทุน 200 ล้านที่
'เสี่ยเจียง' ทุ่มไปกับการเซตพื้นที่เพื่อเป็น 'ที่มั่น'
ต่อยอดจาก 'โทนี่ จา' ในอนาคต
สตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์บนพื้นที่ 1,000
ตารางวา รวมถึงห้องซ้อมที่มีอุปกรณ์การฝึกครบครัน สำหรับ
'โทนี่ จา' ในชื่อ 'มวยไทยสตั้นท์' ที่บริหารโดยพันนา
และปรัชญา วันนี้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ฝึกซ้อม และพัฒนาทีมงานด้านสตั้นท์รองรับความต้องการของการผลิตภาพยนตร์
ค่าย 'สหมงคลฟิล์ม' โดยเฉพาะ
และระหว่างนี้ 'พันนา' และ 'ปรัชญา' กำลังคัดสรรบุคคลที่สนใจ
เข้าสู่เส้นทาง 'สตั้นท์' เข้ามาฝึกก่อนจะมองหา 'นักสู้แววดี'
เพื่อผลักดันเข้าสู่สายการผลิต 'หนังแนวแอ็คชั่น' ของสหมงคลฟิล์มต่อไปในอนาคต
'ตอนนี้เรามี จีจ้า และเดี่ยวชูฮง เป็นดาวเด่นฝ่ายชาย
และฝ่ายหญิง ต่างฝึกซ้อม และรอจังหวะที่จะเปิดตัวต่อไป'
ปรัชญา กล่าว
ทุกส่วนที่ 'แตกหน่อ' จะต้องมาจากคาแรคเตอร์
ของ 'โทนี่ จา' ทั้งสิ้น
สูตรสำเร็จข้างต้น ล้วนต้องการผลักดันให้
'โทนี่ จา' เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็งระดับสากล แต่เส้นทางที่ต้อง
'บากบั่น' ยังมีอีกมาก
นับเป็นการตลาดที่ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่
'สหมงคลฟิล์ม' เคยทำมา หลังจากที่โมเดลนี้ถูกนำมาใช้แล้วกับ
'สุริโยไท' หนังทุนสร้างขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องมือการตลาดหลายอย่างเข้าช่วย
ทั้ง พีอาร์ สื่อหลายแขนง และเมอร์เชนไดซ์
ทว่าผลที่ได้ไม่แรงแบบครบสูตร เพราะขาดการทำอีเวนท์แบบคู่ขนาน
โดยให้น้ำหนักกับตลาดต่างประเทศมากกว่า
มาครั้งนี้ 'สหมงคลฟิล์ม' เดินมาในทิศทางเดียวกัน
แต่ได้หยิบเอาจุดด้อยของสุริโยไทมาปรับใช้ ทำตลาดคู่กันไปทั้งในและต่างประเทศ
กระแส 'ต้มยำกุ้ง' จึงแรง ทั้งเมอร์เชนไดซ์ ที่แตกเซ็กเมนท์ไว้อย่างชัดเจน
รองรับกลุ่มเป้าหมายแต่ละช่วงอายุ ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
แม้แต่การสื่อสารก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เพียงแต่ 'ความแรง' ที่มีอยู่ในขณะนี้ยังคงมุ่งเน้นที่แบรนด์ของหนัง
'ต้มยำกุ้ง' เป็นหลัก และไม่สัมพันธ์หรือให้น้ำหนักกับ
แบรนด์ 'โทนี่ จา' เท่าที่ควร
'หากจะให้เครดิตเรื่องแบรนด์ ต้มยำกุ้ง
น่าจะได้ถึง 5 ดาว ในขณะที่ โทนี่ จา ยังคงเป็น 3-4 ดาวเท่านั้น'
ภูษิต เพ็ญศิริ นักการตลาดกล่าวไว้เช่นนั้น
สำหรับการผลักดันให้อยู่ในระดับที่เหนือกว่า
การ Diversify Brand ให้เป็นได้มากกว่าที่ 'โทนี่ จา'
เป็นอยู่ในวันนี้ น่าจะเป็นลู่ทางที่ต้องทำ เพื่อให้แบรนด์พัฒนาถึงจุดสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็น
แต่หากเมินเฉย อาจทำให้แบรนด์สะดุดลงได้
สอดคล้องกับแนวคิดของ 'เสี่ยเจียง' ที่บอกว่า
ยังคงขายความสามารถเฉพาะตัวของ 'จา' ด้านการต่อสู้ด้วยศิลปะแบบไทย
ซึ่งผลงานที่ออกมาจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นทั้งหมด และทุกเรื่องจะมีการทำเมอร์เชนไดซ์ออกมาวางจำหน่ายควบคู่กันไป
โดยโปรเจคต่อไปจะเริ่มถ่ายทำต้นปี 2549
เนื้อหาจะเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธไทย เพื่อเป็นการหลีกหนีคาแรคเตอร์ที่จำเจ
และสร้างสีสันใหม่
โจทย์คือ ต้องเพิ่มความน่ากลัวของคู่ต่อสู้
เพื่อให้คนดูหนักใจไปกับการต่อสู้ของจา-พนม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของตัวเอง
และดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมออกมา
'ทางบริษัทจะยังพัฒนาแบรนด์ของโทนี่ จา
ต่อไป เพราะถือเป็น Asset สำคัญ ที่หายากมาก' เสี่ยเจียง
ทิ้งท้าย
สะท้อนถึงทิศทางธุรกิจที่พ่วงท้ายมาพร้อมกับชื่อ
'โทนี่ จา' Asset ที่กำลังถูกฟูมฟัก ให้เดินไปสู่ความเป็นแบรนด์ชั้นเลิศ
ภายใต้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์นานกว่า 10 ปี
ใช้ความเป็นไทย ผสมกับความสามารถเฉพาะตัว
สร้างให้เกิด 'คาแรคเตอร์เฉพาะ' ก่อนที่จะส่งผ่านไปถึงกระบวนการสร้างแบรนด์ในระดับสากล
'โทนี่ จา' อาจเป็นกรณีศึกษาชิ้นสำคัญของคำว่า
Value Creation หรือการสร้างคุณค่า ซึ่งเป็นแนวทางฟูมฟักเศรษฐกิจที่ภาครัฐมักพูดถึง
แต่ยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน
รู้วิธีเพิ่มค่าดาราอินเตอร์
'โทนี่ จา' กลายเป็นฮีโร่ในใจคนทั่วโลก
เทียบเท่านักบู๊อย่างเฉินหลง และเจท ลี ทั้งยังเป็น "แบรนด์"
ที่มีมูลค่า วัดได้จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ยอดรายได้ของภาพยนตร์
และการรับรู้ของผู้บริโภค
หากตีมูลค่าแบรนด์ของ โทนี่ จา ออกมา
ณ ขณะนี้ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดการสิทธิศิลปินไทย
หรือ AMTAR ให้สูงถึง 10 ล้านบาท เทียบเท่าดาราชื่อดังอย่าง
ติ๊ก- เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่มีมูลค่าอยู่ประมาณ 6-10 ล้านบาท
แต่ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าดาราไทยทั้งหมดคือ
ชื่อเสียงในระดับสากล ทำให้แบรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย
แต่มีโอกาส "ขาย" ได้ทั่วโลก
และถ้าหากมีการวางภาพลักษณ์ที่ดี และหาโปรดักท์ที่เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์
จะยิ่งส่งผลให้แบรนด์นี้แรงขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเทียบเท่ากับ
"เฉินหลง" ได้
อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์มองว่า ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแบรนด์
เพราะภาพของโทนี่ จา ตอนนี้เปรียบเสมือน "ผ้าขาว"
ก้าวแรกของการนำแบรนด์ไปใช้กับโปรดักท์ ถือเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะจะเป็นการผูกติดกับภาพลักษณ์นี้ตลอดไป
ถ้าเริ่มต้นไม่ดี ก็จะส่งผลทางด้านลบมากกว่าด้านบวก
และยากจะแก้ไข
ยกตัวอย่าง ภราดร ศรีชาพันธุ์ ที่ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าตั้งแต่รากหญ้าจนถึงพรีเมียม
ซึ่งโปรดักท์บางตัวมีคาแรคเตอร์ไม่เหมาะสมกับแบรนด์ ทำให้ไม่สร้างอิมแพ็คเท่าที่ควร
ในทางตรงข้ามกลับทำให้มูลค่าของแบรนด์เสียไป
"ที่ผ่านมาทางสหมงคลฟิล์มยังใช้ศักยภาพของแบรนด์ไม่ตรงจุด
เพราะขาดผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญ และควรสร้างให้แบรนด์นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้วยการสร้างอีกคนหนึ่งมาเป็นตัวเปรียบเทียบ"
ส่วนอายุแบรนด์จะยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกระแสของภาพยนตร์
และการบริหารจัดการ ที่ต้องมองหาสูตรทางการตลาดอื่นๆ เข้ามาสร้างความแรงของแบรนด์อีกทางหนึ่ง
แต่สำหรับ 'โทนี่ จา' ไพบูลย์ มองว่า
แบรนด์นี้อย่างน้อยจะอยู่ได้อีก 3 ปี ในกรณีที่ไม่ได้รับการดูแลเลย
แต่หากมีการดูแลที่ดีคาดว่าจะยาวขึ้นแน่นอน และหากมีการเสริมภาพลักษณ์ในความเป็นอินเตอร์
จับกลุ่มสินค้าระดับบี-บีบวก จะยิ่งส่งผลดีกับแบรนด์
โดยเฉพาะอย่างในปีนี้และปีหน้าที่กระแสของเอเชียจะไหลเข้าสู่ประเทศตะวันตกมากขึ้น
เช่นเดียวกับ ภูสิต เพ็ญสิริ ที่มองว่า
การสร้างแบรนด์ โทนี่ จา ว่า ถือเป็นแนวคิดใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย
เพราะเป็นใช้ Expression Model ดึงความสามารถเฉพาะตัวออกมาเป็นจุดขาย
สะท้อนความเป็นตัวเองสูง ซึ่งข้อดีของโมเดลนี้ คือ เป็นการดึงพลังของแบรนด์ออกมา
ไม่ใช่แค่สร้างเฉพาะการรับรู้เพียง "เปลือกนอก"
สำหรับการทำตลาดด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้แบรนด์มีพลังมาก
แต่จะทำให้แบรนด์ก้าวไปได้แรงและเร็วกว่า เพราะเห็นการเดินทางของแบรนด์ที่ชัดเจน
อีกทั้งผู้บริโภคยังได้สัมผัสกับความเป็นตัวตนของแบรนด์
ต่างจากรูปแบบเดิมๆ ที่ออกมาในลักษณะของ Personality Branding
หรือแค่สร้างภาพขึ้นมา
"แนวคิดนี้ยังไม่มีใครนำมาใช้มากนัก
แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับภาพยนตร์ เพราะจะสร้างความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ว่าแบรนด์ที่ออกมาจะมีความต่อเนื่องอย่างไร
ในกรณีของโทนี่ จา พิสูจน์แล้วตั้งแต่การสร้างภาพยนตร์องค์บาก
และตอกย้ำด้วยต้มยำกุ้ง ถือว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง"
อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
คือ แบรนด์นั้นต้องอยู่ในกรอบที่ทางผู้ดูแลวางไว้อย่างเคร่งครัด
รวมถึงบริษัทที่ดูแลต้องเข้าใจในความเป็นตัวตนของแบรนด์
เพื่อดึงออกมานำเสนอ
ที่สำคัญต้องมีความสามารถเรื่องของ Premium
Management เพื่อนำมาต่อยอดมูลค่าของแบรนด์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การลงทุนขยายธุรกิจเมอร์ชัลไดซ์ และการให้สิทธิในการผลิตของสหมงคลฟิล์ม
จึงถือเป็นหนทางหนึ่งในการส่งเสริมแบรนด์ที่ถูกต้อง
ก่อนหน้านี้หนังไทยหลายเรื่องพยายามทำ
ไม่ว่าจะเป็นสตรีเหล็ก 2 แฟนฉัน หรือแม้กระทั่งแจ๋ว แต่ทุกเรื่องไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เพราะขาดความต่อเนื่องและมีแรงส่งที่แตกต่างกัน ภูสิต
กล่าว พร้อมกับย้ำว่า
การสร้างแบรนด์ แม้จะเป็น "คน"
ที่อาจมีข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงมีปัจจัยต่างๆ
เข้ามากระทบต่อภาพลักษณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้อายุแบรนด์สั้นลงได้
แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีบริหารจัดการทั้งสิ้น
ที่สำคัญต้องจริงจังและสม่ำเสมอ
************************
"ที่ผ่านมาทางสหมงคลฟิล์มยังใช้ศักยภาพของแบรนด์ไม่ตรงจุด
เพราะขาดผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญ และควรสร้างให้แบรนด์นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้วยการสร้างอีกคนหนึ่งมาเป็นตัวเปรียบเทียบ"
Source:
-กรุงเทพธุรกิจ 31.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
สันติภาพช่วยปินส์จัดซีเกมส์
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ส.ว.น่าน ในฐานะนายกสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแข่งขันมวยไทยในซีเกมส์ ครั้งที่
23 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเรียกชื่อว่ากีฬา มวย ว่าสมาคมฯได้มีการประสานงานตลอดเวลากับสหพันธ์มวยไทยโลก
(W.M.F.) ซึ่งมีพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นประธานฯ เพื่อประสานงานกับสมาคมมวยไทยแห่งฟิลิปปินส์ในการจัดการแข่งขันมวยไทยในซีเกมส์
ครั้งที่ 23 ขอยืนยันว่าขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
โดยในส่วนของสหพันธ์มวยไทยโลกจะให้การรับรองในการจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
ส่วนสมาคมฯของตนจะให้ความช่วยเหลือสมาคมมวยไทยแห่งฟิลิปปินส์ในด้านเทคนิคตามกติกา
คือจะให้กรรมการของเจ้าภาพทำการตัดสินได้ 3 คน ส่วนชาติอื่น
ๆ ที่เหลือซึ่งส่งนักมวยไทยเข้าร่วมแข่งขันก็สามารถส่งผู้ตัดสินเข้าทำหน้าที่ได้ตามสัดส่วน
โดยเวลานี้สมาคมมวยไทยแห่งฟิลิปปินส์ระบุว่าจะมีนักกีฬามวยไทยจากทั้งหมด
5 ชาติ ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ ฟิลิปปินส์,
ลาว พม่า เวียดนาม ไทย ซึ่งถือว่าเกิน 3 ประเทศสามารถจัดการแข่งขันได้ตามธรรมนูญข้อบังคับของสหพันธ์ซีเกมส์แน่นอน
ตนจะพยายามหารือกับพล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานฯและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยที่มีบารมีในกลุ่มภาคีซีเกมส์ช่วยคุยกับชาติอื่น
ๆ ให้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมเพิ่มอีกหากทำได้จะดีมาก
เพราะหวังผลถึงการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่
24 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2550 ด้วย สำหรับเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์
ครั้งที่ 1 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันที่ภูเก็ตเดือน
พ.ย.ปีนี้ก็น่ายินดีที่มีถึง 11 ชาติแล้วที่ตอบรับส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน
สำหรับมวยไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ที่จะแข่งขันระหว่างวันที่
1-4 ธ.ค. 2548 มีชิงทั้งหมด 8 เหรียญทอง แบ่งออกเป็นชกมวยไทยชิง
5 เหรียญทอง และแข่งรำมวยไทยชิง 3 เหรียญทอง เป็นนักกีฬาชาย
1 เหรียญทอง และนักกีฬาหญิง 2 เหรียญทอง ซึ่งจากการที่สมาคมฯได้รับการตัดสินจากศาลปกครองให้คืนสถานภาพทั้งหมดจากที่ถูกกกท.สั่งเพิกถอนใบอนุญาต
ทำให้สมาคมฯสามารถกลับมาดำเนินการจัดกิจกรรมของสมาคมฯได้โดยชอบธรรมตามกฎหมายทุกอย่าง
ภายใต้การรับรองของสหพันธ์มวยไทยโลกและคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย
สมาคมฯได้เรียกตัวนักกีฬามวยไทยเก็บบำรุงตัวฝึกซ้อมอยู่ที่
จ.เพชรบุรี และจะย้ายมาฝึกซ้อมที่ภายในสนามกีฬาแห่งชาติเร็ว
ๆ นี้ โดยนักมวยไทยที่สมาคมฯเรียกตัวมาฝึกซ้อมสำหรับซีเกมส์และอินดอร์เกมส์นั้นเป็นระดับแชมป์ทั้งสิ้นจากการแข่งขันรายการมวยไทยสมัครเล่นชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยที่
จ.น่าน เมื่อเดือน ก.พ. ต้นปีนี้และรายการ มวยไทยสมัครเล่นชิงชนะเลิศถ้วยพระราชทาน
คิงส์คัพ ปีนี้เช่นกัน ซึ่งสมาคมฯยึดนโยบายคัดเลือกเอานักมวยไทยสมัครเล่นที่ดีที่สุดมาเก็บตัวฝึกซ้อมโดยไม่สนใจว่าสังกัดค่ายมวยใดโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเท่านั้น
นายกสมาคมมวยไทยฯกล่าวในที่สุด.
Source:
-เดลี่นิวส์ 30.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหา 2 องค์กรมวยไทย ต้องให้โชว์แสนยานุภาพ
คอลัมน์ เบาสบายสไตล์บลูติ๊ก
เมื่อศาลสั่งให้คืนสภาพ สมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ
ที่มีสำนักงานตั้งอยู่หน้าสนามศุภชลาศัย สมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ
จึงมี 2 สมาคมไปในทันที ทั้งนี้ เมื่อครั้งนายสันติภาพ
เตชะวณิช ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย สั่งยุบสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ
ที่มีนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่านเป็นนายกสมาคมไปแล้ว
มีการจดทะเบียนตั้งสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ
โดยมี ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ เป็นนายกสมาคมขึ้นมาแทน
โดยอยู่ใต้ร่มเงาสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติที่มีกิจกรรมแข่งขันมวยนานาชาติมาหลายประเทศ
หลายครั้งแล้ว และขณะนี้เตรียมนักมวยเข้าแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นในกีฬาซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์
ปลายปีนี้ ซึ่งดร.ศักดิ์ชาย ในฐานะประธานสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติอีกตำแหน่งหนึ่งดำเนินงานไว้ก่อนแล้ว
"ส.ว.น่าน" สันติภาพ ซึ่งเป็นรองประธานสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นโลก
(พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นประธานองค์กรนี้) จัดการประชุมกรรมการบริหารสมาคม
มีนักข่าว-ช่างภาพไปทำข่าวพอสมควร เนื้อข่าวในการประชุมจะจัดการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นคิงส์คัพ,
เวิร์ลด์ คัพ และจัดทีมมวยไทยสมัครเล่นเข้าแข่งขันซีเกมส์ที่
ฟิลิปปินส์ด้วย สมาคม, สหพันธ์นี้มีคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยถือหางอยู่
มันจะยุ่งกันก็ตรงที่มีทีมมวยไทยสมัครเล่นส่งเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ถึง
2 ทีมนั่น
ไหนๆ ก็ว่าตัวเองเก่งกันทั้งในการบริหารจัดการและเผยแพร่ศิลปะประจำชาติให้เป็นกีฬาสากลแล้ว
มวยไทยทั้งสององค์กรจึงน่าจะแสดงแสนยานุภาพให้เพื่อนร่วมชาติได้ประจักษ์
นำนักมวยทั้งทีมมาประชันขันหมู่กัน นักมวยไทยสมัครเล่นทีมใดชนะมากกว่าได้สิทธิ์ทำมวยส่งแข่งขันซีเกมส์
สมาคมมวยไทยสมัครเล่น, สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นแห่งใดทำทีมมวยแพ้
ก็ต้องหยุดทำกิจกรรมระดับชาติทันที เอากันมั้ยล่ะ.
Source:
-ข่าวสด 24.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
ศาลยุติปัญหาข้อพิพาทมวยไทย
ศาลยุติปัญหาข้อพิพาทมวยไทย ++ สว.สันติภาพได้ส่งแข่ง
2 ศึกใหญ่
หนังชีวิตมวยไทยยุติ
ศาลปกครองตัดสินให้ กกท. คืนสถานะให้สมาคมฯ ของ ส.ว.สันติภาพ
พร้อมได้สิทธิ์ส่งแข่งขัน อินดอร์เกมส์ และ ซีเกมส์ ด้าน
ส.ว.น่านฟิตจัด เรียกนักชกเก็บตัวลุยศึกยักษ์ พร้อมดัน
มวยไทย เข้าโดฮาเกมส์
จากกรณีข้อพิพาทระหว่างสมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย
ที่มีนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ส.ว.น่าน เป็นนายกสมาคม กับ
การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดย กกท. ได้เพิกถอนใบทะเบียนจัดตั้งสมาคมตั้งแต่เมื่อวันที่
17 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ตัดสินฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิกการเพิกถอน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองได้มีมติชี้ขาดให้กกท.คืนสถานะสมาคมกีฬาให้กับ
สมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย และยกเลิกยกเลิกคำสั่งของ กกท.เมื่อ
17 ก.พ. เรียบร้อยแล้วเนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 4-0
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์
เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และเป็นประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาการส่งนักกีฬามวยไทยส่งแข่งขัน
เอเชียนอินดอร์เกมส์ และ ซีเกมส์ครั้งที่ 23 กล่าวว่า
เมื่อศาลปกครองตัดสินมาอย่างนี้ เท่ากับว่า สมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย
ที่มี นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ เป็นนายกสมาคม ได้สิทธิ์เตรียมนักกีฬาเข้าแข่งขัน
2 รายการดังกล่าวทันที เนื่องจากสมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย
เป็น 1 ในสมาชิกของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
ด้าน นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ นากยกสมาคมมวยไทยแห่งประเทศไทย
กล่าวว่า เมื่อได้ข้อสรุปแน่นอนอย่างนี้ ทางสมาคมฯเตรียมเดินหน้า
ส่งนักกีฬาแข่งขันทั้ง 2 รายการต่างๆ เต็มที่ โดยได้ประกาศเรียกนักกีฬาที่ได้แชมป์จากกีฬาแห่งชาติที่
จ.ราชบุรี และ มวยไทยชิงแชมป์ประเทศไทย ที่ จ.น่าน มารายงานตัวกับสมาคมฯ
โดยเร็ว เพื่อฝึกซ้อม และส่งชื่อให้กับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
โดยมีเป้าหมายกวาดทุกเหรียญทองใน 2 รายการนี้ พร้อมเตรียมผลักดัน
มวยไทย บรรจุเข้าแข่งขันเอเชียนเกมส์ ที่ประเทศกาตาร์
ให้ได้ ส่วนใครที่เบิกงบเรียมนักกีฬาไปล่วงหน้าก็หามาคืนได้เลย
ส.ว.น่าน ยังแสดงทรรศนะถึงกรณีที่ มีการแต่งตั้ง
นาย ณรงค์ อังคสิงห์ อัยการผู้เชี่ยวชาญสถาบันพัฒนาฝ่ายอัยการ
สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นรองผู้ว่า กกท.คนที่ 4 ด้วยว่า
แม้จะเป็นคนนอก แต่ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะควรมีคนที่มีความรู้ด้านกฎหมายเข้าไปดูแลบ้าง
Source:
-สยามรัฐ 17.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
กกท.โบ้ยคืนสภาพ ส.มวยไทยสมัครเล่น
ศึกพิพาท มวยไทย 2
สมาคมยังไม่จบ กกท. โบ้ยยังไม่เห็นคำสั่งศาลให้คืนสถานภาพแก่สมาคมมวยไทยสมัครเล่นฯ
ที่มี ส.ว. สันติภาพ เป็นนายกฯ ด้านสมาคมมวยไทยฯ ของนายกฯ
ดร.ศักดิ์ชาย ยันไม่มีคำสั่ง กกท. ให้เลิกทำกิจกรรมก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไปตามปกติ
ขณะที่ ส.ว.สันติภาพ เตือนละเมิดคำสั่งศาลให้ระวังเข้าคุก
พร้อมเตือนคนสั่งอนุมัติเบิกงบเก็บเตรียมตัวนักมวยไทยแข่งอินดอร์เกมส์ให้รีบเอาเงินหลวงมาคืนทั้งหมด
มิฉะนั้นเจอข้อหายักยอกทรัพย์
ความคืบหน้าภายหลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่
13 ก.ค. 48 ให้ทุเลาคำสั่ง กกท. ที่เพิกถอนใบอนุญาตของสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยที่มีนายสันติภาพ
อินทรพัฒน์ เป็นนายกฯ โดยให้คืนสถานภาพเดิมทั้งหมดพร้อมกับให้ดำเนินการจัดการแข่งขันเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ครั้งที่
1 และคัดตัวนักกีฬาเพื่อส่งเข้าร่วมการแข่งขันได้ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬาเชื่อว่าปัญหาข้อพิพาทระหว่าง
2 สมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ที่มีนายสันติภาพ
อินทรพัฒน์ ส.ว.น่าน เป็นนายกฯ และอีกสมาคมฯ ที่มี ดร.ศักดิ์ชาย
ทัพสุวรรณ เป็นนายกฯ ได้ยุติแล้ว อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่
15 ก.ค. 48 ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ เปิดเผยว่า ตนได้พูดคุยกับผู้ว่า
กกท. เกี่ยวกับเรื่องคำสั่งศาลที่ให้ชะลอการเพิกถอนใบอนุญาตดังที่เป็นข่าว
แต่ผู้ว่าการ กกท. บอกว่ายังไม่เห็นคำสั่งศาลดังกล่าว
โดยในเมื่อกกท.ยังไม่ได้สั่งให้สมาคมของตนต้องดำเนินการอะไร
ดังนั้น สมาคมของตนก็ยังคงดำเนินการทุกอย่างตามเดิมต่อไป
โดยเฉพาะการคัดตัวนักมวยไทยสมัครเล่น 5 รุ่นเพื่อส่งเข้าร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์
ครั้งที่ 1 จากที่มีแข่งขันทั้งหมด 9 รุ่น ซึ่งเราเก็บตัวฝึกซ้อมไว้แล้ว
ด้าน นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ กล่าวว่า
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ตนได้ประชุมร่วมกับสหพันธ์มวยไทยโลก
(W.M.F.) ที่ห้องประชุมสมาคมฯ โดยตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งศาลปกครองที่ให้คืนสถานภาพของสมาคมฯ
และได้หารือถึงการจัดแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นภายในประเทศและการเตรียมนักมวยไทยเข้าร่วมแข่งขันเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์
ครั้งที่ 1 และซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ซึ่งตนได้ทำหนังสือแจ้งไปถึงนายสมศักดิ์
เทพสุทิน รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์,
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย,
พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ ประธานคณะกรรมการเตรียมนักกีฬา,
พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ ประธานคณะกรรมการคัดตัวนักกีฬา
เพื่อแจ้งให้ทราบถึงคำสั่งศาลว่าสมาคมมีสิทธิชอบด้วยกฎหมายตาม
พ.ร.บ.กีฬาปี 2528 ซึ่งตนจะเข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการจัดการแข่งขันอินดอร์เกมส์และซีเกมส์ด้วยตัวเอง
ผมขอเตือนสมาคมมวยไทยสมัครเล่นของดร.ศักดิ์ชาย
ทัพสุวรรณ ว่าหากยังดำเนินงานของสมาคมฯต่อไป ถือว่าละเมิดคำสั่งศาล
เป็นคดีอาญาระวังติดคุก นอกจากนี้ผมยังทราบว่ามีการอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณเตรียมนักกีฬามวยไทยในขณะที่ผมยังอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้เพราะคดียังไม่จบ
จึงขอให้ผู้อนุมัติสั่งจ่ายเงินซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายและผู้เบิกเงินหลวงไปรีบนำเงินมาคืนหลวงโดยด่วน
มิฉะนั้นจะโดนข้อหายักยอกทรัพย์
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ กล่าวในที่สุด.
Source:
-เดลินิวส์ 15.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
คลุกวงใน / มวยไทย...เดือด
งานนี้คงเหลือทน
บิ๊กเสือ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี
จึงต้องยอมเปลืองตัว กระโดดมาร้องขอกันตรงๆ ให้เรื่องมวยไทยได้ขอยุติ
และเป็นหนึ่งเดียว ในการทำงานประสานกับองค์กรต่างประเทศ
เพราะทำท่าจะบานปลายดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่
การฟ้องร้องระหว่าง อดีตนายกสมาคม มวยไทย
สมัครเล่นฯ สันติภาพ อินทรพัฒน์ กับ
ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่จะกลายเป็นอดีตในอีกไม่กี่เดือน
สันติภาพ เตชะวณิช ก็คงดำเนินไปอีกนานกว่าจะจบสิ้นกระบวนความ
ดูแล้วไม่น่าจะเป็น มวยล้มต้มคนดู อย่างแน่นอน!!!
การถอดถอนของ กกท. น่าจะมีเหตุผลที่รับได้จากเอกสารยืนยัน
หรือ แจกแจงกับทุกฝ่าย แต่การ โยนน้ำมันเข้ากองไฟ ด้วยการยอมรับ
ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ จากการเลือกตั้งอย่างฉับพลัน
เป็นนายกสมาคม มวยไทย สมัครเล่นฯ แทนคู่กรณี น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดตั้งแต่แค่
คิด
เพราะนี่เป็นเหมือน การท้าทาย ของ กกท.
จาก บิ๊กสัน เนื่องจากคนกีฬารู้กันว่า เส้นสายโยงใยความสัมพันธ์กันมาแต่ปานไหน
เวลาแค่ 4 ปีเศษในการเลือกตั้งโอลิมปิกไทยครั้งอื้อฉาว
ยังยากที่จะลืม
โดยเฉพาะ พลตรีจารึก อารีราชการัณย์
คีย์แมนกีฬาแม่บ้านค่ายอัมพวัน ที่ยึดสโลแกน
ไม่โกรธใครง่าย แต่จำแม่น
กรณีศึกษาของ บิ๊กสัน แม้ภาพรวมภาพภายนอกจะได้รับคำชื่นชม
ทั้งนี้ จากคณะกรรมการประเมินผล หากชำแหละกันให้ครบถ้วน
ประธานชุดประเมินก็ชื่อเดียวกับ นายกสมาคมมวยไทยสมัครเล่น
คนปัจจุบัน
การโยงใยเป็น จิ๊กซอร์ จึงเหมือนกับประติดประต่อว่า
คุณคิดอะไรอยู่ และเข้าระบบอุปถัมภ์ หรือ แปลไทยเป็นไทยว่า
พวกใครพวกมัน หรือไร?
การเชื่อมันในตัวเองสูง และคิดไวทำไวของ
สันติภาพ เตชะวณิช ทำให้ทีมฟุตบอลสุพรรณบุรี
ที่ถูกแย่งชิงแชมป์รายการโปรวิลเชี่ยลลีก ถึงกับรับไม่ได้
และเดินหน้าฟ้องร้องอีกคดี
ถึงวันนี้ บิ๊กสัน น่าจะทำผลงานบันทึกไว้ว่า
เป็นผู้ว่าการกกท.ที่มีผลงานโดดเด่น เท่าๆ กับมีคดีถูกฟ้องร้องมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ชนิดยากที่ใครจะทำลายสถิติได้ง่ายๆ
การประชุมทำความเข้าใจกันวันวาน โดยมี
สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีกีฬา รับทราบข้อมูลอย่างชัดเจน
หากยังสยบปัญหาไม่ได้ ก็ต้องทำใจ และอ่อนอกอ่อนใจกับวงการ
กีฬาไทย
สงสัยคงดู และอ่านนวนิยายหนังจีนกำลังภายในกันจน
อิน กับสโลแกน บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ
น่าให้อ่านพงศาวดารไทยๆ กันบ้างในช่วงปลายทางกรุงศรีอยุธยา
ต้มยำกุ้ง หนังไทยที่นำศิลปมวยไทยไปเผยแพร่ทั่วโลก ขายได้มูลค่าหลายร้อยล้านบาท
หากสร้าง เกาเหลาเนื้อ นำเรื่องคนมวยไทยฟัดกัน น่าจะดังโกยเงินระดับ
วอร์ ออฟ เดอะเวิร์ดส์ส์ส์
ว่าแต่ว่า ใครจะเป็นพระเอก ใครจะเป็นผู้ร้าย
ไปดูกันแต่รับประกันซ่อมฟรี ได้ชมดู และเอียน กันยาวๆ
ขอรับกระผม
Source:
- สยามรัฐ 01.07.05
------------------------------------------------------------------------------------
2 องค์กร มวยไทย
รวมกันยากยิ่งประชุมก็ยิ่งร้าวฉานหนักตั้งจารึกเพื่อสานสัมพันธ์
เมื่อวันที่
29 มิ.ย.ที่บ้านอัมพวัน"บิ๊กอ๊อด"พล.อ.ยุทธศักดิ์
ศศิประภา ประธานคณะกรรมการ โอลิมปิค แห่งประเทศไทย
เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 2/2548
โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้พล.อ.ยุทธศักดิ์ แจ้งที่ประชุมว่า
ตนพร้อมกับกรรมการบริหารโอลิมปิคฯ อีก 4 คน ได้แก่ พล.ต.จารึก
อารีราชการัณย์, ศ.เจริญ วรรธนะสิน, นายพิพัฒ พะเนียงเวช,
พล.ท.บัญชา มรินทร์พงษ์ เตรียมเดินทางไปพบ นายฌัคส์
ร็อกก์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ที่ประเทศสิงคโปร์
ในวันที่ 7 ก.ค. เพื่อเรียนเชิญประธานไอโอซีร่วมพิธีการแข่งขันเอเชี่ยนอินดอร์
เกมส์ ครั้งที่ 1, พร้อมทั้งรายงานผลการจัดเดิน-วิ่งโอลิมปิคเดย์รัน
2005 ที่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ซึ่งประสบความสำเร็จเรียบร้อยตามเป้าหมายทุกประการ
และปีหน้าจะจัดโอลิมปิค เดย์รันข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา,
ไทย-มาเลเซีย รวมทั้งการขอการสนับสนุนด้านต่าง ๆ จากไอโอซี
พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้นในวันที่
30 มิ.ย. ตนจะไปหารือกับภาคเอกชนรายหนึ่งที่มีโครงการจัดทำสปอร์ตคอมเพล็กซ์
ซึ่งมีสนามกีฬาครบวงจรและนิคมอุตสาหกรรมกีฬาในพื้นที่
3,500 ไร่ ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะขอที่ดินส่วนนี้
50 ไร่ทำศูนย์ฝึกมวยนานาชาติ และศูนย์ฝึกตะกร้อนานาชาติตามที่สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย
(โอซีเอ) ได้สนับสนุนให้ไทยก่อตั้งขึ้น
ที่ประชุมมีการหารืออย่างกว้างขวางในเรื่องปัญหามวยไทยที่ยังไม่ได้ข้อยุติ
ในการรวมสหพันธ์ มวยไทย สมัครเล่นโลก (WMF) และสหพันธ
์มวยไทย สมัครเล่นนานาชาติ (IFMA) ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการจัดการแข่งขัน
มวยไทยในเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์และซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ได้ซึ่ง
พล.ต.จารึก กล่าวแสดงความวิตกว่าหากปัญหายังไม่ได้ข้อยุติโอซีเอคงให้เลิกจัด
มวยไทยในเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 นี้แน่นอน ขณะที่
นายวิจิตร สิทธินาวิน เสริมว่า คณะกรรมการโอลิมปิคฯ ควรจะตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินการจัดการแข่งขัน
มวยไทยเพื่อชื่อเสียงของประเทศชาติ และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็จะมาตำหนิโอ
ลิมปิคไทยไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้
จากนั้นที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้ พล.ต.จารึก เป็นประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเรื่องมวยไทย
วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมสหพันธ์มวยไทยโลก
ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์
องคมนตรี พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา,
นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ปลัดกระทรวงการท่องที่ยวและกีฬา,
พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์, นายสันติภาพ เตชะวณิช ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย
(กกท.), นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ อดีตนายกสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
ที่โดน กกท. เพิกถอนสิทธิ, นายสมชาติ เจริญวัชรวิทย์ นายกสมาคมมวยไทยอาชีพแห่งประเทศไทย
ได้นัดประชุมร่วมกันถึงเรื่องการรวมสหพันธ์ มวยไทย
สมัครเล่นโลก (WMF) กับสหพันธ์ มวยไทย นานาชาติ (IFMA)
การประชุมหนนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร
ประธาน WMF และ ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ
ประธาน IFMA ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเนื่องจากทั้งคู่ติดภารกิจ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า
องคมนตรีได้มอบนโยบายไว้ 2 ข้อคือ
- เร่งดำเนินการรวมองค์กรทั้งสองโดยให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
- เร่งรัดรวม
2 องค์กรให้ได้รับการรับรองจากไกรส์ฟ ซึ่งตนได้น้อมรับนโยบายและจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด
ขอยืนยันว่าเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์จะต้องมีการจัด
มวยไทย แน่ เพียงแต่จะเป็นองค์กรใดดำเนินการจัดแข่งขันและส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันเท่านั้น
ภายหลังจากองคมนตรีและนายสมศักดิ์เดินทางกลับปรากฏว่าบรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อนายสันติภาพ
อินทรพัฒน์ ได้เดินตรงเข้าไปพูดกับ นายสันติภาพ เตชะวณิช
ว่า เรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่นอนต้องไปว่ากันที่ชั้นศาล
ซึ่งผู้ว่าการ กกท.ก็ตอบว่า แน่นอนต้องว่ากันที่ชั้นศาล
ขณะที่ นายสมชาติ เจริญวัชรวิทย์ ได้กล่าวกับผู้ว่าการ
กกท.เสียงดังว่า หากมีอะไรข้องใจก็เจอกันได้ทุกที่ทุกเวลา
ซึ่งผู้ว่าการ กกท.ก็ได้พยักหน้าแล้วขึ้นรถกลับ
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า
ในส่วนของเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์สามารถจัดการแข่งขันได้โดยจะมีการรวมองค์กรกันเฉพาะกิจไปก่อน
ส่วนเรื่องการฟ้องร้องทางศาลจะต้องดำเนินการไปให้ถึงที่สุด
และขอยืนยันว่า WMF กับ IFMA
รวมกันไม่ได้แน่นอน.
Source:
เดลี่นิวส์
29.06.05
------------------------------------------------------------------------------------
ตั้ง"บิ๊กจา"สยบปัญหาองค์กร
มวยไทย ยุทธศักดิ์ขอเอกชน50ไร่ทำศูนย์กีฬานานาชาติ
พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหาร
ที่ห้องประชุมบ้านอัมพวัน ถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 29
มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดย "บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์
แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตนพร้อมคณะจะเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์
เพื่อเข้าพบกับนาย ชาร์กส์ ร็อกส์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล(ไอโอซี)
ที่สิงคโปร์ในวันที่ 7 ก.ค. นี้ เพื่อขอความร่วมมือเรื่องข้อมูลจากไอโอซีในการก่อตั้งสถาบันวิทยศาสตร์การกีฬาขึ้น
นอกจากนี้ตนจะเดินทางไป จ.อยุธยา เพื่อเจรจากับบ.เอกชนรายหนึ่ง
ซึ่งมีโครงการจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมและสปอร์ต คอมเพล็กซ์
ขึ้นที่ อ.บางไทร ในพื้นที่ 3,500 ไร่ โดยจะขอพื้นที่บางส่วนราว
50 ไร่ เพื่อสร้างศูนย์ฝึกมวยสากลฯนานาชาติและศูนย์ฝึกตะกร้อนานาชาติพร้อมกันนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงปัญหา
มวยไทย ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติทำให้การเตรียมนักกีฬาชุดเอเชี่ยน
อินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 และซีเกมส์ ครั้ง 23 นั้นไม่สามารถดำเนินการได้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ "เสธ.จารึก"
พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการ โอลิมปิคไทย เป็นประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเรื่อง
มวยไทย ทั้งนี้ในส่วนทีเกินอำนาจหน้าที่ซึ่ของ โอลิมปิคไทย
จะเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการต่อไป
นอกจากนี้ในวันเดียวกัน พลเอก พิจิตร
กุลละวนิชย์ องคมนตรี ได้เชิญนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เข้าพบเพื่อรหารือแนวทางในการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ
(อิฟม่า) และ สหพันธ์ มวยไทย โลก (ดับบลิวเอ็มเอฟ) ที่ม.ราชภัฎสวนดุสิตโดยมี
พลตรี จารึก อารีราชการันย์ เลขาฯโอลิมปิคไทย ,
"บิ๊กสัน" ดร.สันติภาพ เตชะวณิช ผู้ว่าการกกท.,
นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ อดีตนายกสมาคม มวยไทย สมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ
และสว.จ.น่านร่วมประชุม หลังการหารือนายสมศักดิ์ สรุปว่าท่านองคมนตรีได้ให้นโยบายคือให้ช่วยกันสะสางปัญหาข้อขัดแย้งโดยคำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก
2. ให้ทุกฝ่ายเร่งรัดรวมองค์กร มวยไทย ให้เป็นองค์กรเดียวเพื่อขอการรับรองเป็นกีฬาสากลจากสมัชชาสหพันธ์กีฬานานาชาติ
Source:- ข่าวสด
หน้า 15 - 29.06-05
------------------------------------------------------------------------------------
จารึกลงมีด! ผ่าปัญหา
มวยไทย
บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
ที่ห้องประชุมบ้านอัมพวัน ถ.ศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 29
มิ.ย. ที่ผ่านมา สรุปสาระสำคัญดังนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า
ในวันที่ 7 ก.ค.นี้ ตนจะได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์
เพื่อเข้าพบกับนายชาร์กส์ ร็อกส์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล
หรือไอโอซี ในระหว่างการประชุมใหญ่ของไอโอซี เพื่อหารือและขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของวิทยาศาสตร์
การกีฬา เพื่อจะได้นำมาก่อตั้งเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาในเมืองไทยต่อไป
ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่ของ ไอโอซี วันที่ 6 ก.ค.นี้ จะมีวาระสำคัญคือการพิจารณาคัดเลือกเมือง
ที่จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2012
ซึ่ง 5 เมืองที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ได้แก่ ปารีส ของฝรั่งเศส,
ลอนดอน ของอังกฤษ, นิวยอร์ก ของสหรัฐฯ, มอสโก ของรัสเซีย
และมาดริด ของสเปน
พล.อ.ยุทธศักดิ์แจ้งต่อที่ประชุมเพิ่มเติมอีกว่า
ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปอยุธยา เพื่อเจรจากับเอกชนรายหนึ่ง
ซึ่งทราบว่าจะมีโครงการก่อสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่บางไทร
บนพื้นที่ 3,500 ไร่ โดยทางคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยจะขอแบ่งพื้นที่ประมาณ
50 ไร่ เพื่อนำมาจัดสร้างเป็น ศูนย์ฝึกมวย นานาชาติและศูนย์ฝึกตะกร้อนานาชาติ
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาปัญหาของ มวยไทย
ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้การเตรียม นักกีฬาของไทย เพื่อร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนอินดอร์เกมส์
ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 12-19 พ.ย.นี้ ที่ประเทศไทย
และการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 27
พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ไม่สามารถดำเนินการได้
ซึ่งหลายฝ่ายยังเกรงว่า หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ
สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย หรือโอซีเอ อาจยกเลิกการจัดมวยไทยในที่สุด
ที่ประชุมจึงมีมติแต่งตั้งให้ บิ๊กจารึก พล.ต.จารึก
อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย
เป็นประธานคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ปัญหามวยไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีสมาคมใด
ที่จะทำหน้าที่เตรียมนักกีฬา องค์กรใดจะรับผิดชอบจัดการแข่งขันระหว่างประเทศ
แต่คณะทำงานจะต้องไม่เสี่ยงต่อคำสั่งศาลใดๆ ส่วนอำนาจหน้าที่ใดที่เกินอำนาจ
ของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย จะตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้
เพื่อเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป
Source:- ไทยรัฐ
หน้ากีฬา 29.06.05
|